| บุคคลสำคัญด้านสายตา
ประวัติศาสตร์ · สายตาเอียง

Sir George Biddell Airy เมื่อนักดาราศาสตร์พบว่าตาตัวเองไม่สมบูรณ์

เด็กชายจาก Alnwick ที่เก่งคณิตศาสตร์จนคว้า Senior Wrangler แห่ง Cambridge กลายเป็น Astronomer Royal ผู้ต้องมองดาวด้วยความแม่นยำสูงสุด — แต่แล้วค้นพบว่าตาของตัวเองกลับเอียงไม่สมมาตร และใช้ความรู้ฟิสิกส์แก้มันด้วยมือตัวเอง

S
Suraphun Parsuraphun
Optician Lens Specialist
P
Ploychompoo Parsuraphun
Optometrist
อ่าน ~7 นาที
George Biddell Airy portrait

คนที่สายตาเอียงจะเข้าใจดี — มองอะไรก็ไม่คมชัดเท่าที่ควร ตัวอักษรเบลอหรือซ้อนเล็กน้อย ปวดหัวเรื้อรัง ตาล้าเร็ว โดยเฉพาะตอนขับรถกลางคืน ก่อนปี 1825 ใครที่เป็นสายตาเอียงก็ต้องยอมรับว่า "มันเป็นแบบนี้ ไม่มีทางแก้" — จนกว่านักดาราศาสตร์คนหนึ่งจะตัดสินใจว่า เขาไม่ยอม

1825 ปีที่มนุษย์แก้สายตาเอียงได้สำเร็จครั้งแรก
33% ประชากรโลกที่มีสายตาเอียงในระดับที่วัดได้
180° วิธีวัด Axis ของสายตาเอียงที่ยังใช้ถึงวันนี้
ก่อน
1825

สายตาเอียง — ปัญหาที่ไม่มีใครแก้ได้

มองเห็นภาพเบลอ ซ้อน บิดเบี้ยว · ไม่มีเลนส์ที่ช่วยได้

สายตาสั้นมีเลนส์เว้าแก้ได้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 สายตายาวก็มีเลนส์นูน แต่สายตาเอียง? ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร และไม่มีเลนส์ชนิดไหนที่ช่วยได้

ลองนึกภาพ — คุณมองตัวอักษรแล้วมันไม่คมชัดเต็มที่ ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล ตัว "O" ดูเป็นวงรีเล็กน้อย ตัว "H" กับ "N" แยกกันไม่ค่อยออก ถ้าเป็นกลางคืน ไฟรถยนต์ที่ควรเป็นจุดกลมๆ กลับกลายเป็นแฉกยาวๆ — นี่คืออาการของ สายตาเอียง (Astigmatism)

แผนภาพรูปร่างกระจกตาที่ทำให้เกิดสายตาเอียง
กระจกตารูปทรงรักบี้ (Astigmatism) เทียบกับกระจกตาปกติทรงกลม — Wikimedia Commons / Public Domain

ก่อนปี 1825 คนที่สายตาเอียงต้องทนอยู่กับภาพที่ไม่คมชัดตลอดชีวิต แว่นตาที่มีอยู่ในยุคนั้นเป็นเลนส์ทรงกลม (Spherical) ซึ่งแก้ได้แค่สายตาสั้นหรือยาว แต่ช่วยเรื่องเอียงไม่ได้เลย

Thomas Young นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษเป็นคนแรกที่อธิบายปรากฏการณ์สายตาเอียงในปี ค.ศ. 1801 เขาค้นพบว่าตาตัวเองมีความโค้งไม่เท่ากันในแนวตั้งและแนวนอน แต่เขาอธิบายได้แค่ว่า "มันเป็นอะไร" — ส่วน "จะแก้ยังไง" ยังไม่มีใครตอบได้อีก 24 ปี

การมองเห็นของผู้ป่วยสายตาเอียง Astigmatism
ภาพจำลองการมองเห็นของผู้ที่มีสายตาเอียง — ภาพจะเบลอในแกนใดแกนหนึ่ง — Wikimedia Commons / CC BY-SA
🔭
1801 – 1825

George Airy — จากเด็กชาย Alnwick สู่นักดาราศาสตร์แห่งอังกฤษที่แก้ปัญหาด้วยตัวเอง

Alnwick / Cambridge / Greenwich, England · Senior Wrangler · Astronomer Royal · ผู้แก้สายตาเอียงครั้งแรกในประวัติศาสตร์
🔭
Sir George Biddell Airy, FRS
1801 – 1892 · Astronomer Royal, Greenwich Observatory
นักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ดำรงตำแหน่ง Astronomer Royal ที่ Greenwich Observatory ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ (46 ปี) เขามีสายตาเอียงตั้งแต่เด็กและใช้ความรู้ด้านฟิสิกส์แสงในการแก้ปัญหาตัวเอง
ภาพวาด George Biddell Airy นักดาราศาสตร์
George Biddell Airy (1801–1892) — นักดาราศาสตร์ Royal Astronomer ผู้ค้นพบการแก้สายตาเอียง — Wikimedia Commons / Public Domain

เด็กชายจาก Alnwick — ชายแดนเหนืออังกฤษ ค.ศ. 1801

George Biddell Airy เกิดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1801 ที่เมือง Alnwick เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของอังกฤษที่มีปราสาทเก่าแก่เป็นสัญลักษณ์ พ่อของเขาชื่อ William Airy เป็นเจ้าหน้าที่เก็บภาษี — อาชีพที่ต้องการความละเอียดและความรอบคอบ แต่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก ครอบครัวอยู่อย่างประหยัด และ George เป็นเด็กที่ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยความสามารถล้วนๆ ไม่ใช่เงินทอง

ตั้งแต่วัยเด็ก ความสามารถทางคณิตศาสตร์ของเขาโดดเด่นจนคนรอบข้างสังเกตเห็นได้ชัด เขาสามารถคิดเลขในหัวได้ไวกว่าเพื่อนมาก และรักการวิเคราะห์รูปแบบ ตัวเลข และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ ในยุคนั้นทางออกสำหรับเด็กฉลาดที่ไม่มีเงินคือทุนการศึกษา — และ George ก็คว้ามันมาได้

Alnwick ในปัจจุบันเป็นที่รู้จักในฐานะสถานที่ถ่ายทำฉาก Hogwarts ในภาพยนตร์ Harry Potter (ฉากปราสาท) — George Airy โตมาในเมืองที่ปราสาทเก่าแก่ยืนหยัดมาหลายร้อยปี ก่อนเขาจะออกไปสร้างชื่อเสียงให้โลกวิทยาศาสตร์

Senior Wrangler แห่ง Cambridge — เกียรติยศสูงสุดทางคณิตศาสตร์ของอังกฤษ

George Airy ได้รับทุนการศึกษาเข้าเรียนที่ Trinity College, Cambridge — หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ทรงเกียรติที่สุดในโลก และในปี ค.ศ. 1823 เขาสำเร็จการศึกษาในฐานะ "Senior Wrangler" — ตำแหน่งที่มอบให้นักศึกษาคณิตศาสตร์ที่ทำคะแนนสูงสุดของ Cambridge ทั้งหมด ในยุคนั้นนี่คือเกียรติยศทางวิชาการสูงสุดที่บุคคลหนึ่งจะได้รับในอังกฤษ ผู้ที่เคยครองตำแหน่งนี้ล้วนกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักคิดชั้นนำของยุโรป

หลังสำเร็จการศึกษา อาชีพของเขาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี ค.ศ. 1826 เขากลายเป็น Lucasian Professor of Mathematics ที่ Cambridge — ตำแหน่งที่ต่อมาจะเป็นของ Isaac Newton และในยุคปัจจุบันเป็นของ Stephen Hawking จากนั้นเขาย้ายไปดำรงตำแหน่ง Plumian Professor of Astronomy ก่อนที่ในปี ค.ศ. 1835 เขาจะได้รับการแต่งตั้งเป็น Astronomer Royal — ตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์สูงสุดของราชอาณาจักรอังกฤษ — และเขาดำรงตำแหน่งนั้นนานถึง 46 ปี จนถึงปี ค.ศ. 1881

หน้าที่ของ Astronomer Royal ต้องการความแม่นยำในการมองเห็นในระดับที่แทบไม่มีอาชีพใดเทียบได้ — ต้องส่องกล้องโทรทรรศน์ บันทึกตำแหน่งดาว วัดเส้นทางการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ ทุกอย่างต้องแม่นยำในระดับ arc second (1/3600 ของหนึ่งองศา) และนั่นคือจุดที่ความขัดแย้งอันน่าขันของชีวิตปรากฏขึ้น

ชื่อของ Lucasian Professor เป็นที่จดจำเสมอว่าเป็น "เก้าอี้" ของ Newton แต่ Airy นั่งอยู่บนเก้าอี้นั้นก่อน Hawking กว่า 150 ปี — ในบรรดา Lucasian Professor ทั้งหมด มีเพียงไม่กี่คนที่ฝากรอยไว้ทั้งในฟิสิกส์และการแพทย์เหมือน Airy

เมื่อนักดาราศาสตร์ค้นพบว่าตาตัวเองไม่สมบูรณ์

ในปี ค.ศ. 1825 ขณะที่ George Airy อายุได้เพียง 23 ปี เขาเริ่มสังเกตว่าตาของตัวเองทำงานไม่ปกติ แม้จะสวมแว่นสายตาปกติแล้ว บางสิ่งที่เขามองก็ยังคมชัดไม่เต็มที่ ดาวที่ควรปรากฏเป็นจุดสว่างชัดเจนกลับกลายเป็นรูปทรงเบลอเล็กน้อย ตัวอักษรที่ควรคมกริบกลับมีความ "บิดเบี้ยว" บางอย่างที่บอกไม่ถูกว่าคืออะไร

สำหรับคนทั่วไป นี่อาจเป็นแค่ความไม่สะดวก แต่สำหรับนักดาราศาสตร์ที่ต้องวัดตำแหน่งดาวด้วยความแม่นยำเป็นงานหลัก มันคือปัญหาที่ยอมรับไม่ได้ Airy ใช้ความรู้ฟิสิกส์แสงที่เขามีอย่างลึกซึ้งวิเคราะห์ว่า: กระจกตาของเขาไม่ได้โค้งเป็นทรงกลมสมมาตร แต่โค้งมากกว่าในแกนหนึ่ง และน้อยกว่าในอีกแกนหนึ่ง ทำให้แสงไม่โฟกัสรวมกันเป็นจุดเดียว — นี่คือสิ่งที่ภายหลังจะถูกเรียกว่า Astigmatism และเขาก็ตัดสินใจว่าจะแก้มันเอง

เรื่องเล่าลือจากประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์: Airy ยังเป็นที่รู้จักจากอีกเรื่องหนึ่ง — เขาเกือบจะเป็นคนค้นพบ ดาวเนปจูน แต่เพราะความล่าช้าทางระบบราชการและการให้ความสำคัญกับงานอื่น ทำให้ John Couch Adams ที่ส่งการคำนวณมาให้เขาตรวจสอบต้องรอนานเกินไป ดาวเนปจูนถูกค้นพบโดยนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสแทน — หนึ่งในช่วงเวลา "เกือบ" ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ แต่เรื่องนี้ไม่ได้ลดคุณค่าของเขาในแง่ที่สายตาเขายังคงเปลี่ยนชีวิตคนนับร้อยล้าน

ปี 1825 เขาสั่งทำ เลนส์ทรงกระบอก (Cylindrical Lens) ขึ้นมาเป็นพิเศษ เลนส์นี้มีกำลังหักเหแสงในแกนเดียว — เหมือนตัดท่อน้ำออกมาเป็นแผ่นบางๆ ส่วนอีกแกนหนึ่งเป็นแผ่นเรียบไม่มีกำลัง

เลนส์ทรงกระบอก Cylindrical Lens สำหรับแก้สายตาเอียง
เลนส์ Cylindrical — นวัตกรรมของ Airy เพื่อแก้สายตาเอียงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ — Wikimedia Commons / CC BY-SA

ผลลัพธ์: เขามองเห็นชัดเป็นครั้งแรกในชีวิต

"
Airy ไม่ได้แค่แก้ปัญหาตัวเอง เขาเปิดประตูให้คนสายตาาเอียงทั่วโลกมีทางออก ก่อนหน้าเขา ไม่มีเลนส์ชนิดไหนที่ช่วยคนเหล่านี้ได้เลย — ประวัติ Ophthalmic Optics, British Optical Association
📐
Cyl
× Axis

สายตาเอียงคืออะไร — อธิบายแบบเข้าใจง่าย

Cornea ไม่กลม · Cylinder × Axis · ทำไมแว่นธรรมดาช่วยไม่ได้

กระจกตาปกติจะกลมเหมือนลูกบาสเกตบอล แสงที่ผ่านเข้ามาจะโฟกัสเป็นจุดเดียวบน Retina ได้พอดี แต่กระจกตาของคนสายตาเอียงจะโค้งไม่เท่ากัน — เหมือน ลูกรักบี้มากกว่าลูกบาสฯ แกนหนึ่งโค้งมาก อีกแกนหนึ่งโค้งน้อย

ผลคือแสงไม่โฟกัสเป็นจุดเดียว แต่กลายเป็น 2 เส้นที่ต่างระนาบกัน สมองพยายาม "ประมวลผล" ภาพที่ไม่ชัดนี้ตลอดเวลา ทำให้ ปวดหัว ตาล้า โดยเฉพาะตอนอ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์นานๆ

แผนภาพกระจกตาเอียง Corneal Astigmatism
กระจกตาเอียง — ความโค้งไม่สม่ำเสมอทำให้แสงโฟกัสผิดแกน — Wikimedia Commons / CC BY-SA

จากข้อมูล American Optometric Association (2023) พบว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรโลก มีสายตาเอียงในระดับที่วัดได้ แต่มีเพียงราว 40% เท่านั้นที่มีอาการรุนแรงพอที่ต้องแก้ด้วยแว่น — สายตาเอียงเล็กน้อยมักไม่มีอาการชัดเจน แต่สายตาเอียงปานกลางขึ้นไปทำให้ตาล้าและปวดหัวเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว

— American Optometric Association, 2023

ค่าสายตาเอียงระบุด้วยตัวเลข 2 ตัว: Cyl (กำลังของเลนส์ทรงกระบอก) และ Axis (องศาที่วางเลนส์) เช่น -1.25 cyl × 90° — ค่า Axis สำคัญมาก ถ้าวัดผิดแม้แค่ 5–10 องศา แว่นจะใส่แล้วไม่สบาย

สายตาเอียงไม่ใช่โรค แต่เป็นลักษณะรูปร่างของกระจกตาที่ไม่กลมสมมาตร คนส่วนใหญ่มีสายตาเอียงเล็กน้อยอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าเอียงมากพอ ต้องแก้ด้วยเลนส์ Cylindrical ตามที่ Airy ค้นพบ — หลักการเดียวกันนี้ยังใช้ในแว่นตาทุกวันนี้ รวมถึงเลนส์ Progressive ที่มีค่า Cyl ในตัว

🔬
1864–
ปัจจุบัน

จาก Airy ถึงปัจจุบัน — เลนส์แก้เอียงพัฒนาไปไกลแค่ไหน

Donders · Toric Contact Lens · Wavefront · Digital Freeform
หอดูดาว Royal Observatory Greenwich
Royal Observatory, Greenwich — บ้านของ George Airy ในฐานะ Astronomer Royal — Wikimedia Commons / CC BY-SA

หลังจาก Airy พิสูจน์ว่า Cylindrical Lens ใช้ได้จริง นักวิทยาศาสตร์คนอื่นก็ต่อยอดอย่างรวดเร็ว ปี 1864 Franciscus Donders จักษุแพทย์ชาวดัตช์เขียนตำราอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการตรวจและแก้สายตาเอียง ทำให้จักษุแพทย์ทั่วยุโรปสามารถสั่งแว่นแก้เอียงได้อย่างแม่นยำ

ปัจจุบัน เลนส์แก้สายตาเอียงพัฒนาไปไกลมาก มี Toric Contact Lens สำหรับคนที่ไม่อยากใส่แว่น มี Wavefront-guided ที่ใช้เลเซอร์แก้ความโค้งกระจกตา และมี Digital Freeform ที่ออกแบบเลนส์ Progressive พร้อมค่า Cyl ในตัวอย่างแม่นยำที่สุด

เทคโนโลยีปัจจุบัน

เลนส์ Progressive สมัยใหม่ที่ผลิตด้วย Digital Freeform สามารถคำนวณค่า Cyl และ Axis ลงไปในพื้นผิวเลนส์ได้โดยตรง — ลด aberration ที่ขอบเลนส์ได้ถึง 60% เมื่อเทียบกับเลนส์ Progressive รุ่นเก่าที่ใช้ mold แบบเดิม ทำให้คนสายตาเอียงใส่ Progressive ได้สบายกว่าเดิมมาก

— Essilor Freeform Technology White Paper, 2022
การตรวจสายตาเอียงสมัยใหม่
การตรวจสายตาเอียงด้วย Autorefractor — จากงานของ Airy สู่เทคโนโลยีสมัยใหม่
ถาม & ตอบ

❓ คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับสายตาเอียง

Q

สายตาเอียงเกิดจากอะไร? เป็นกรรมพันธุ์ไหม?

สาเหตุหลักคือ รูปร่างกระจกตาที่ไม่กลมสมมาตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาตั้งแต่เกิด (กรรมพันธุ์) บางกรณีเกิดจากการบาดเจ็บที่ตาหรือหลังผ่าตัดตา การขยี้ตาบ่อยๆ ก็อาจทำให้กระจกตาเปลี่ยนรูปได้ในระยะยาว

Q

สายตาเอียงรักษาให้หายขาดได้ไหม?

ถ้า "รักษาให้หาย" หมายถึงไม่ต้องใส่แว่นอีกเลย — ทำได้ด้วย LASIK หรือ PRK ซึ่งเป็นการเลเซอร์ปรับความโค้งกระจกตา แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะ ต้องตรวจก่อน ถ้าไม่ทำเลเซอร์ ก็ใช้แว่นหรือคอนแทคเลนส์แก้ได้ตลอดชีวิต

Q

ค่า Axis สำคัญแค่ไหน? วัดผิดนิดเดียวมีผลไหม?

สำคัญมาก ค่า Axis กำหนดทิศทางที่วางเลนส์ Cylindrical — ถ้าผิดแม้แค่ 5–10 องศา จะรู้สึกมึน ปวดหัว หรือมองไม่สบาย ยิ่งค่า Cyl สูง ยิ่งไวต่อความคลาดเคลื่อนของ Axis ดังนั้นการตรวจวัดที่แม่นยำจึงสำคัญมาก

Q

ควรตรวจสายตาเอียงบ่อยแค่ไหน?

แนะนำ ทุก 1–2 ปี สำหรับผู้ใหญ่ และ ทุกปี สำหรับเด็กและวัยรุ่น เพราะค่าเอียงอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามอายุ โดยเฉพาะถ้ามีอาการปวดหัวหรือตาล้าบ่อยๆ ควรตรวจทันที

อ้างอิง

  1. Airy, G.B. (1827). "On a peculiar defect in the eye." Transactions of the Cambridge Philosophical Society.
  2. Young, T. (1801). "On the mechanism of the eye." Philosophical Transactions of the Royal Society.
  3. Donders, F.C. (1864). On the Anomalies of Accommodation and Refraction of the Eye.
  4. American Optometric Association. (2023). Clinical Practice Guidelines: Astigmatism.
  5. Essilor Research. (2022). Freeform Technology and Astigmatism Correction White Paper.